02-8642157-9     @fwtgroup

เกาะใต้

เซาท์ไอแลนด์
South Island
ไคร้สท์เชิร์ช
Christchurch
ไคคูร่า
Kaikoura
เทคาโป & เม้าท์คุก
Tekapo & Mount Cook
ควีนส์ทาวน์
Queenstown
วานากา
Wanaka
มาร์ลโบโร
Marlborough
ฟยอร์ด
Fjord
ดะนีดิน
Dunedin

SOUTH ISLAND / เซาท์ไอแลนด์

 

เกาะใต้ หรือ เซาท์ไอแลนด์ (South Island) เป็นเกาะในประเทศนิวซีแลนด์  เป็นเกาะใหญ่ที่สุดในประเทศ แบ่งกับเกาะเหนือโดยช่องแคบคุก

เต วาฮิโปว์นามู คือศูนย์กลางการท่องเที่ยวและแหล่งกสิกรรมแห่งเอาเทียรัว

เกาะใต้เป็นเกาะที่แยกตัวมาจากเกาะเหนือโดยช่องแคบคุก (Cook Strait) มีลักษณะยาวแต่ก็ใหญ่กว่าเกาะเหนือซึ่งเป็นเกาะพี่เกาะน้องถึงสามเท่า โดยมีเทือกเขาแอลป์ตอนใต้ (Southern Alps) อันโด่งดัง และเป็นจุดสูงสุดของประเทศตั้งอยู่ อีกทั้งภูเขาโอรากิ / เม้าท์คุก (Aoraki /Mount Cook) ที่ทอดยาวออกไป ที่เกาะใต้แห่งนี้ มีพลเมืองน้อยกว่าเกาะเหนือ ทั้งยังมีอากาศที่หนาวเย็นกว่าในช่วงฤดูหนาว และแห้งกว่าในช่วงฤดูร้อน จึงนับเป็นเสมือนสนามเด็กเล่นสำหรับผู้ที่ต้องการแสวงหาความสุขทางใจ

ด้วยจมอยู่ใต้น้ำในช่วงยุคตื่นทอง หรือในปี 1860 อีกทั้งถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ถึงการถูกล่าอาณานิคมด้วยเพียงเพราะเกาะแห่งนี้มีพื้นดินที่อุดมบูรณ์ ทำให้องุ่นพันธุ์ดีสำหรับทำไวน์ที่ดีที่สุดในโลกได้ถูกนำมาปลูกบนพื้นดินแห่งนี้ นอกจากนี้ ตัวเกาะยังมีรูปทรงเป็นแนวยาวเหมาะแก่การการขับขี่รถยนต์ชมวิวไล่ตั้งแต่มิลฟอร์ด ซาวน์ (Milford Sound) และฟิออร์แลนด์ (Fiordland) ที่ตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันตก เรื่อยไปจนถึงไครสต์เชิร์ช (Christchurch) และดะนีดิน (Dunedin) ทางฝั่งตะวันออก อีกทั้งสุดยอดเมืองรีสอร์ทควีนส์ทาวน์ (Queenstown) และวานาก้า (Wanaka) ที่ตั้งอยู่ระหว่างกลาง

CHRISCHURCH / ไคร้สท์เชิร์ช

 

นครแห่งอุทยานที่ฟื้นคืนจากภัยพิบัติ และพร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างกล้าหาญ

ไครสต์เชิร์ช เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเกาะใต้ และมีพลเมืองอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นเป็นลำดับสามของประเทศ ทั้งยังครองตำแหน่งที่ตั้งของถนนสายหลักถึงสามส่วนอันจะนำไปสู่ทางใต้ของชายฝั่งตะวันออก ซึ่งนับเป็นประตูที่จะนำไปสู่เมืองอื่นๆ ของเกาะได้อย่างสะดวกสบาย ทางทิศตะวันออกของเมืองยังอยู่ติดกับที่ราบแคนเทอเบอรี่ (Canterbury Plains) และมีเมืองท่าบริวารอย่าง ลิทเทลตัน (Lyttelton) ที่อยู่ตรงข้ามของพอร์ตฮิลส์ (Port Hills) ซึ่งเป็นสถานที่ที่เรือสำราญจะจอดรับ-ส่งผู้โดยสารที่มาล่องเรือเล่น ด้วยได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวถึงสองครั้งใหญ่ๆ ในปี 2010 และ 2011 ไครสต์เชิร์ชจึงอยู่ระหว่างการพลิกฟื้นคืนสภาพ ด้วยการสร้างศูนย์กลางทางธุรกิจขึ้นมาใหม่ พร้อมๆ กับการพัฒนาชานเมืองอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว แม้อาคารเก่าแก่จะถูกทำลายหายไป แต่ก็มีความตื่นเต้นของโครงการในอนาคตที่พร้อมจะสร้างสีสันและบรรยากาศใหม่ให้กับเมืองแห่งนี้เข้ามาแทนที่ ทั้งบาร์ใหม่ๆ ร้านอาหาร ร้านค้า และพื้นที่สาธารณะต่างๆ ด้วยตั้งอยู่ห่างจากเม้าท์ฮัทท์ (Mount Hutt) ซึ่งเป็นสกีรีสอร์ทเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น จึงทำให้เมืองแห่งนี้เป็นจุดพักของเหล่านักสกีและสโนว์บอร์ดที่เฝ้ารอวันอากาศดีในการเล่นกีฬาดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ที่นี่ยังเป็นจุดตกปลาเทราต์และแซลมอนที่ยอดเยี่ยม ด้วยเต็มไปด้วยทะเลสาบและแม่น้ำที่สามารถเดินทางไปได้อย่างสะดวกสบาย

ควรไปช่วงใด

สภาพอากาศในแบบไครสต์เชิร์ช หมายถึง มีฝนตกประปรายพร้อมแสงแดดที่อบอุ่นเป็นส่วนมากแม้จะเป็นในช่วงฤดูหนาวก็ตาม ที่อุณหภูมิจะลดลงไปถึง 0 องศาเซลเซียส โดยเดือนแห่งฤดูหนาวจะเริ่มขึ้นในช่วงกลางปี ซึ่งจะมีหิมะตกเป็นครั้งคราว และน้ำค้างแข็งมากเป็นปกติ ฤดูร้อนจะเริ่มขึ้นประมาณช่วงคริสต์มาสที่อากาศจะเริ่มอุ่นสบาย ด้วยอุณหภูมิที่ในบางครั้งขึ้นสูงถึง 30 องศาเซลเซียสเป็นต้นไป

และเป็นที่น่าเสียดาย ที่ทางเมืองได้ยกเลิกการจัดนานประจำปี อย่าง งานแสดงสวนไม้ประดับ Ellersile Flower Show แต่ก็ยังคงมีกิจกรรมความบันเทิงและวัฒนธรรมอื่นๆ อีกมากมายเช่นกัน อย่างเทศกาลที่จัดขึ้นมาแล้วถึง 21 ปี World Buskers Festival เทศกาลอันแสนสุข สนุกสนาน และเต็มไปด้วยผู้คน ซึ่งจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนไปจนถึงปลายเดือนมกราคม โดยเนรมิตถนนให้เป็นเวที สำหรับการแสดงความคิดและความรื่นเริงต่างๆ นอกเหนือจากนี้ ก็ยังมีงาน New Zealand Cup and Show Week ที่จัดขึ้นในช่วงต้นถึงกลางเดือนพฤศจิกายน อันเป็นการแข่งขันทดสอบความสมบูรณ์ของม้า และก็ยังมีแฟชั่น อาหาร และความบันเทิงต่างๆ ที่ดึงดูดผู้คนท้องถิ่น รวมไปถึงนักท่องเที่ยวอีกด้วย

กิจกรรมแนะนำ

โบสถ์กระดาษแข็ง

จัตุรัสคาธีดรัล (Catherdral Square) หรือจัตุรัสกลางเมือง มักจะสร้างความสะเทือนอารมณ์ให้แก่ผู้มาเยือนถึงความเสียหายที่เจ็บปวดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ด้วยภาพของโบสถ์นิกายแองกลิกันที่ต่อมาให้ใช้เป็นชื่อเรียกขานจัตุรัสดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันมีเพียงโบสถ์กระดาษแข็ง (Cardboard Catherdral) ที่สร้างขึ้นเป็นการชั่วคราว เพื่อทดแทนกับโบสถ์หลังเดิมให้ได้ชมเท่านั้น

 

ลานน้ำแข็ง

สัมผัสบรรยากาศแบบขั้วโลกใต้โดยไม่ต้องเดินทางออกจากไครสต์เชิร์ช โดยการไปสำรวจยัง อินเตอร์เนชั่นแนล แอนตาร์กติก เซ็นเตอร์ (International Antarctic Centre) ซึ่งมีศูนย์บริการสำหรับผู้เข้าชมที่เรียกว่า The Antarctic Attraction อันเป็นสถานที่ฟื้นฟูนกเพนกวินสีน้ำเงินตัวน้อย

 

ลำน้ำแห่งความทรงจำ

เพียง 84 กิโลเมตรไปทางตะวันออกของไครสต์เชิร์ช บนแหลมที่ยื่นออกไปในทะเล เป็นที่ตั้งของเมืองอคารัว (Akaroa) ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนของชาวอังกฤษและฝรั่งเศสในอดีตกาล ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของยุคล่าอาณานิคมและประวัติศาสตร์มาวรี อีกทั้งยังมีรีสอร์ทอันยอดนิยมสำหรับฤดูร้อน ที่พร้อมให้คุณได้แวกว่ายไปกับปลาโลมา ซึ่งนับเป็นกิจกรรมสุดพิเศษของที่นี่

 

หิมะแสนสนุก

เพียงหนึ่งชั่วโมงของการเดินทางจากใจกลางเมือง ก็เป็นที่ตั้งของเม้าท์ฮัทท์ (Mount Hutt) ที่มีลานหิมะลาดเอียงขนาด 365 เฮกตาร์ซึ่งเหมาะสำหรับการเล่นสนุกกับกองหิมะได้ทุกวัยทุกความสามารถ โดยฤดูกาลจะเริ่มต้นในช่วงกลางเดือนมิถุนายนไปจนถึงอีกหลายเดือน โดยมีบริการรถรับส่งระหว่างเมืองเมทเว่น (Methven) และไครสต์เชิร์ช

KAIKOURA / ไคคูร่า

 

หากนึกถึงบรรยากาศความเย็นฉ่ำของสายน้ำทางตอนใต้ของประเทศนิวซีแลนด์แล้วหลายคนคงต้องบอกว่าไม่ใช่ความคิดของคนปกติแน่นอน ด้วยอากาศที่หนาวเย็นแบบนี้คงไม่มีใครอยากออกไปไหน นอกจากการนอนแช่อยู่ข้างๆเตาไฟอันแสนอบอุ่นที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นบรรยากาศในช่วงฤดูหนาวซึ่งมีอุณหภูมิประมาณ5-11องศา ซึ่งอาจทำให้คุณไม่อยากที่จะทำกิจกรรมท่องเที่ยวนอกบ้านมากนัก แต่ในช่วงฤดูร้อนของเมืองไคคูร่า(Kaikoura)นั้นไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด เพราะสภาพอากาศของเมืองนี้ได้รับอิทธิพลจากภูเขาและทะเล อากาศจึงค่อนข้างสบายแบบชายทะเล จึงเหมาะแก่ การพักผ่อนนอกบ้านเป็นอย่างยิ่ง เมืองไคคูร่า(Kaikoura) ตั้งอยู่ชายทะเลทางเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ และทำอุตสาหกรรมเลี้ยงกุ้งเป็นอาชีพหลักของเมือง นอกจากนี้ยังมีการท่องเที่ยวดูปลาวาฬและว่ายน้ำไป กับปลาโลมา อันเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเมืองเล็กๆ แห่งนี้เพื่อสัมผัสกับธรรมชาติและชีวิตท้องทะเลอย่างใกล้ชิด บรรยากาศของเมืองจึงเป็นแบบสบายๆ ผู้ คนค่อนข้างเป็นกันเองและอบอุ่น โดยทั่วไปแล้วเมืองนี้เป็นเสมือนหมู่บ้านเล็กๆ ค่อนข้างเงียบสงบ แต่ด้วยทิวทัศน์ที่งดงามและปลาวาฬ ปลาโลมาจึงทำให้ที่นี่มีชื่อเสียงขึ้น งานที่หาได้เป็นงานบริการหรืองาน รับจ้างทั่วๆ ไป ซึ่งไม่น่าจะหายากมากนักเพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาแสวงหาธรรมชาติใน เมืองนี้ก็นับได้ว่าไม่น้อย

เมืองไคคูร่า เป็นเมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม มีเสน่ห์ในการให้บริการด้านการดูปลาวาฬ แมวน้ำ ว่ายน้ำสัมผัสปลาโลมา และนั่งเฮลิคอปเตอร์ดูปลาวาฬที่แหวก ว่ายท้าคลื่นกลางทะเล นี่เป็นสิ่งที่คุณจะพลาดไม่ได้หากมาถึงไคคูร่า นอกจากการการได้ใกล้ชิดกับสัตว์น้ำนานาชนิดแล้ว เมืองนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อีกเช่น

Kaikoura’s Oldest House

บ้านโบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1860 โดยตั้งชื่อตามเจ้าของเดิมคือ George Fyffe บ้านหลังนี้ถือเป็นโบราณสถานเก่าแก่และทรงคุณค่า ทางประวัติศาสตร์

Kaikoura Museum
พิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวมรวมเรื่องราวของเมืองนี้ รวมไปถึงประวัติของปลาวาฬด้วย
Mount Lyford Alpine Resort
รีสอร์ตที่ให้บริการกิจกรรมต่างๆ เช่น สกี สโนว์บอร์ด
Kaikoura Peninsula
แหลมหินที่เป็นแหล่งพักพิงของแมวน้ำ ซึ่งเราสามารถถ่ายรูปและสัมผัสกับพวกเขาได้อย่างใกล้ชิด
Maori Leap Cave
ถ้ำที่อยู่ห่างจากเมืองไปประมาณ 3 กิโลเมตร ถ้ำนี้เจาะเข้าไปในหน้าผา Maori Leap และมีโพรงให้ลำธารใต้ดินไหลออกมาได้ด้วย

TEKAPO LAKE

 

TEKAPO LAKE .. NEW ZEALAND

ทะเลสาบเทคาโป (Lake Tekapo) ทะเลสาบที่สวยที่สุดในนิวซีแลนด์ นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์จากธรรมชาติที่สร้างคุณค่าให้กับประเทศนิวซีแลนด์และสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมอยู่ไม่น้อย สำหรับทะเลสาบเทคาโปนี้ มีพื้นที่อยู่ในเขตเมืองแมคเค็นซี (Mackenzie) บนภูมิภาคแคนเตอร์เบอร์รี่ (Canterbury Region) ซึ่งเป็นภูมิภาคที่สำคัญบนเกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์ เป็นทะเลสาบที่ตั้งอยู่ในระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเล ประมาณ 700 เมตร หรือ 2,300 ฟุต มีพื้นที่ประมาณ 83 ตารางกิโลเมตร เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศนิวซีแลนด์

จุดเด่นของทะเลสาบเทคาโปแห่งนี้ คือลักษณะของสีพื้นน้ำจะเป็นสีเขียวอมฟ้าหรือสีเทอร์คอยส์ ยิ่งในช่วงฤดูร้อนจะสวยงามมาก เมื่อได้สะท้อนกับแสงอาทิตย์ยิ่งทำให้ดูสวยงามจนไม่อยากจะละสายตาเลยทีเดียว สีพิเศษนี้เกิดขึ้นจากแร่ธาตุผสมกับธารน้ำแข็งของภูเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดปีไหลลงมาสู่ทะเลสาบนั่นเอง ที่บริเวณริมทะเลสาบเทคาโป จะพบกับอนุสาวรีย์สุนัขคอลลี่ ที่ชาวเมืองร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงสุนัขพันธุ์นี้เอาไว้ เนื่องจากเป็นสุนัขที่ช่วยเหลือบรรดาเจ้าของฟาร์มในการต้อนแกะ ซึ่งเป็นดั่งคู่ทุกข์ คู่ยากของมนุษย์ และใกล้ๆ กันจะมีโบสถ์ขนาดเล็กชื่อว่า Church of Good Shepherd ซึ่งเป็นโบสถ์ที่เล็กที่สุดในประเทศนิวซีแลนด์  ปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้ยังใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาอยู่ เช่น เทศกาลคริสต์มาส งานแต่งงาน เป็นต้น โครงสร้างของโบสถ์ทำจากไม้โอ๊ค และ หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าอิฐแต่ละก้อนประกอบขึ้นโดยไม่ได้รับการขัดแต่ง เมื่อมองออกมาจากภายในโบสถ์จะเห็นวิวของทะเลสาบอันงดงาม แม้ที่นี่จะเป็นโบสถ์ที่เล็กที่สุดเท่าที่เคยเห็น แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความงามสง่าและสงบได้อย่างชัดเจน

ปัจจุบันทะเลสาบเทคาโปนี้ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของประเทศนิวซีแลนด์ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเที่ยวพักผ่อน หรือเลือกสนุกสนานไปกับกิจกรรมนันทนาการต่างๆ เช่น การล่าสัตว์ การเล่นสกี เดินป่า พายเรือคายัค ทัวร์ฟาร์มปลาแซลมอน และอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

ริมทะเลสาบเทคาโปแห่งนี้ มีดอกไม้สีสวย รูปทรงตั้ง มีดอกเป็นลำยาว หลากสีสัน ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ดอกไม้ที่ว่านั่นคือดอกลูพิน (Lupin) เป็นพืชดอกที่อยู่สกุลลูพินนัส อยู่ในวงศ์ถั่ว ที่มีด้วยกันทั้งหมดมากกว่า 200 สายพันธุ์ สามารถมีลำต้นสูงได้ถึง 1.5เมตร ผลิดอกในช่วงฤดูร้อน หลังจากนั้นก็จะตายไป และเริ่มกลับมีชีวิตผลิดอกอีกครั้งในปีถัดไป

QUEENSTOWN / ควีนส์ทาวน์

 

ควีนส์ทาวน์ แห่งมงกุฏ

เมืองรีสอร์ทชั้นเลิศของนิวซีแลนด์แห่งนี้ งดงามและเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกล้วนอยากมาผจญภัยพร้อมเพลิดเพลินไปกับความงดงามที่มิมีที่ใดเสมอเหมือน ไม่ว่าจะเป็นในฤดูร้อนหรือฤดูหนาวก็ตาม ด้วยตั้งอยู่บนชายฝั่งของทะเลสาบวาคาติปู (Wakatipu Lake) ณ เชิงเขา ที่นี่จึงเปรียบเสมือนสนามเด็กเล่นของผู้ที่ แสวงหาความตื่นเต้นจากกิจกรรมต่างๆ มากมายทั้ง การขี่เรือเจ็ทโบ้ท การกระโดดบันจี้จัมพ์ ปีนเขา และพาราไกลด์ดิ้ง และในช่วงฤดูหนาว ที่นี่ก็เป็นที่มั่นที่สมบูรณ์แบบสำหรับกีฬาหิมะต่างๆ ด้วยมีเทือกเขาขนาดใหญ่เดอะ รีมาร์คเอเบิล (The Remarkable) และโคโรเนต พีค (Coronet Peak) ที่พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลก อีกทั้งยังสามารถเดินทางไปถึงด้วยเวลาไม่ถึง 30 นาที นอกจากนี้ ยังอยู่ใกล้กับเมืองที่เคยรุ่งเรืองในการขุดทองอย่างไคลด์ (Clyde) และแอโรว์ทาวน์ (Arrowtown) อีกทั้งทะเลสาบวานาก้า (Lake Wanaka) และสกีรีสอร์ทบริเวณทรีเบิลโคน (Treble Cone) และคาร์โดรนา (Cardona) ทั้งยังมีเส้นทางสุดยอดสำหรับขี่จักรยานภูเขา แหล่งตกปลาเทราต์และแซลมอน ปีนเขา และแม้กระทั่งเส้นทาง 150 กิโลเมตรอันน่าดึงดูดใจสำหรับนักปั่นจักรยานทั้งหลาย นับได้ว่าเมืองแห่งนี้พรั่งพร้อมทุกกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝัน ซึ่งยังไม่รวมถึงการเริ่มต้นสำรวจยังผับบาร์ คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านค้า และโรงแรมที่ตั้งอยู่อย่างล้นเหลือย่านใจกลางเมืองควีนส์ทาวน์แห่งนี้

ควรไปช่วงใด

ฤดูร้อนตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคมจะยาวนานและอบอุ่น ด้วยอุณหภูมิที่บางครั้งสูงถึง 30 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิเฉลี่ยจะอยู่ในระดับต่ำที่ 20 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมอุณหภูมิจะลดลงจนเหลือแค่เลขตัวเดียว หรือหากโชคดีอุณหภูมิก็จะลดลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และมีความชื้นสัมพันธ์ในระดับปานกลาง พร้อมปริมาณน้ำฝนอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้

ฤดูกาลของการเล่นสกีจะเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับเทศกาลฤดูหนาว (Winter Festival) ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน โดยจะจัดเทศกาลต่างๆ ขึ้นมากมายทั้งในเขตชุมชนและสกีรีสอร์ท รวมทั้งสิ้น 10 วัน ซึ่งจะทำให้ที่นี่มีผู้คนมาเยือนมากมาย ดังนั้นจึงควรจองที่พักล่วงหน้า หากมาท่องเที่ยวที่ควีนส์ทาวน์ในช่วงต้นฤดูร้อน ก็จะได้ชมเทศกาลประจำปีอย่าง Summer Daze Festival ที่จัดขึ้นในวันที่ 31 ธันวาคม ยาวไปจนถึงเดือนมกราคม รวมไปถึง Lake Hayes A&P Show งานที่จัดขึ้นเพื่อการเฉลิมฉลองมรดกทางการเกษตรของควีนส์ทาวน์และ Pinot Noir Celebration สำหรับผู้ที่หลงใหลในไวน์รสเลิศ

กิจกรรมแนะนำ

อิ่มอร่อยดั่งใจนึก

ลองเดินเล่นรอบใจกลางเมือง พร้อมมองหาโปรโมชั่นสุดพิเศษจากบาร์และร้านอาหารต่างๆ ซึ่งล้วนแข่งขันที่จะได้ต้อนรับคุณให้เข้ามาลิ้มลองความอร่อย ทั้งพิซซ่า อาหารไทย อาหารเม็กซิกัน เบียร์สด ไวน์ท้องถิ่น และแทบจะทุกเมนูอร่อยที่คุณต้องการก็ล้วนมีให้บริการ และแน่นอนต้องมีเบอร์เกอร์นิวซีแลนด์ที่โด่งดัง อย่าง Fergburger opens in new windowรวมอยู่ด้วย

เลอค่าดั่งทอง

จากที่เคยรับรองนักขุดทองในยุคตื่นทองของช่วงศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันหมู่บ้าน แอโรว์ทาวน์ (Arrowtown) ยังคงเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์ เพียงขับรถ 20 นาทีจากควีนส์ทาวน์ ก็จะได้สัมผัสกับผลงานศิลปะ งานฝีมือ บาร์ และร้านอาหารมากมาย อีกทั้งกิจกรรมผจญภัยแบบเอ้าท์ดอร์และโรงภาพยนตร์

สูงเสียดฟ้า

วิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการชมเมืองควีนส์ทาวน์ คือ การนั่งกระเช้า Skyline Gondola ไปยังยอดเขาบ็อบส์ พีค (Bob’s Peak) เพื่อชมวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบวาคาติปูที่โอบล้อมภูเขาและเมืองที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งจะทำให้คุณตื่นตะลึงจนแทบลืมหายใจ

พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยไอน้ำ

ด้วยราคา NZ$55 สำหรับผู้ใหญ่หนึ่งท่าน ก็สามารถใช้เวลา 90 นาที ในการนั่งเรือกลไฟเก่าแก่อายุหลายศตวรรษอย่าง TSS Earnslaw ข้ามทะเลสาบวาคาติปูได้ ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับการพักผ่อนและและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกกิจกรรมทัวร์ฟาร์ม ขี่ม้า ทานอาหารกลางวันสไตล์บาร์บีคิว หรือดินเนอร์ ร่วมด้วยได้เช่นกัน

เส้นทางแห่งความเร็ว

เมื่อขึ้นมาถึงที่นี่แล้ว ทำไมไม่ลองขับรถลูจจ์บนเส้นทางลูจจ์แทร็ก (Luge Tracks)
ดูบ้างในราคา NZ$39 สำหรับผู้ใหญ่ และ NZ$28 สำหรับเด็ก ซึ่งรวมค่าขึ้นกระเช้ากอนโดล่าแล้ว หรือจะเลือกกระโดดบันจี้จัมพ์ เลดจ์ บันจี้ (Ledge Bungy) ที่สูง 400 เมตร เหนือควีนส์ทาวน์ อีกทั้งเล่นพาราไกลด์ดิ้ง บนยอดเขาก็ย่อมได้

WANAKA / วานาก้า

 

เที่ยววานาก้า

เกาะใต้ในเมืองวานาคาเป็นแม่เหล็กดึงดูดทั้งผู้ที่รักการผจญภัยและนักท่องเที่ยวที่ชอบพักผ่อนสบายๆ วานาคาตั้งอยู่บนผืนน้ำที่ใสเหมือนกระจกของทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอุทยานแห่งชาติเมาท์ แอสไปริ่ง ที่นี่เป็นจุดที่เหมาะสำหรับตกปลา เดินป่า เล่นสกี ชิมไวน์ และออกรอบเล่นกอล์ฟ นอกจากนี้เมืองนี้ยังมีงานวอร์เบิร์ด โอเวอร์ วานาคา ซึ่งเป็นการแสดงทางอากาศที่ใหญ่ที่สุดในประเทศทางตอนใต้

กิจกรรมแนะนำ

ทะเลสาบวานาก้า (Lake wanaka)

เป็นทะเลสาบที่น้ำใสและเย็น รวมถึงในทะเลสาบจะมีเป็ดตัวน้อยใหญ่ ว่ายไปมาดูแล้วเพลินตามากๆ  นอกจากนั้นบริเวณทะเลสาบยังมีหาดทรายสั้นๆ ปูทางสู่ท้องน้ำที่ทอดตัวออกไปไกลจรดแนวเขาสูงอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบผืนน้ำอันกว้างขวางแห่งนี้ดูแล้วสวยงามมากยิ่งขึ้นเมื่อมีภาพของเรือยอชต์ จำนวนหลายๆลำทอดสมอจอดอยู่ บริเวณริมทะเลสาบมีสนามเด็กเล่นให้ครอบครัวได้มาใช้เวลาเล่นกันในวันที่อากาศดีๆ

ไฮไลท์เด็ดของการท่องเที่ยวทะเลสาบ วานาก้า คือ การเที่ยวแบบ Lifestyle Reserve ที่จะเปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสกับความเป็นอยู่แห่งวานาก้าอย่างแท้จริงและในขณะเดียวกันก็คงรักษาวิถีแห่งชีวิตและธรรมชาติไว้ไม่ให้สูญเสียไป ซึ่งนับเป็นการร่วมมือกันของหน่วยงานท่องเที่ยวและผู้ประกอบการคนนิวซีแลนด์เป็นมิตร บุคลิกสบายๆ มีอัธยาศัยดี และมีระเบียบวินัย ยึดมั่นคุณธรรมและ เคารพกฎหมายสูงมาก นับได้ว่าเป็นเมืองที่มีความสะอาดและความปลอดภัยสูงมาก

Marlborough / มาร์ลโบโร

 

มาร์ลโบโร (Marlborough)

เป็นเขตพื้นที่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้านการปลูกองุ่น Sauvignon Blanc สำหรับทำไวน์และยังมีพื้นที่  ในการปลูกมากที่สุด โดยในวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีเทศกาลไวน์ (Wine Marl borough Festival) ซึ่งจะมีนักชิมไวน์จากทั่วทุกมุมโลก มาลิ้มลองรสชาติไวน์ที่นี่ ดังนั้นนักดื่ม ไวน์ไม่ควรพลาดเด็ดขาด นอกจากนี้ยังเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ แสงแดดยาวนานตลอดทั้งปี และยังขึ้นชื่อด้านอาหารทะเล กับเชฟฝีมือเยี่ยมได้ที่นี่

สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ

มาร์ลโบโร ซาวด์ (Marlborough Sounds) เป็นที่ตั้งของชายฝั่งทางเหนือสุดของเกาะใต้ เป็นอ่าวที่เงียบสงบและอุดมสมบูรณ์ในทางธรรมชาติ ป้า

ควีนชาร์ลอตต์วอล์กเวย์ (Queen Charlotte Walkway) เป็นเส้นทางที่มีความสวยงามมาก เพราะจะมีวิวทิวทัศน์ให้ได้ชมตลอดทาง ด้วยระยะทางกว่า 69 กิโลเมตร และอากาศที่สดชื่นตลอดเวลา ซึ่งนักเดินทางที่รักการเดินชมธรรมชาติ มักไม่ลืมที่จะไปเดินชมทัศนียภาพ อันน่ารื่นรมย์ของที่นี่อย่างแน่นอน

FJORD / ฟยอร์ด

 

ฟยอร์ด ความงามและมรดกจากน้ำแข็ง

Fjord อ่านว่า “ฟยอร์ด” คือ บริเวณทางภูมิศาสตร์ของช่องทางน้ำที่ยาวและแคบที่ถูกประกบไปด้วยริมฝั่งที่สูงชันอันเกิดจากกิจกรรมของธารน้ำแข็ง ฟยอร์ด เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งบนที่ราบหุบเขาที่มีชั้นหินแข็งโดยรอบ โดยที่ราบหุบเขา(Valley) โดยส่วนมากนั้นมักจะเกิดตั้งแต่ในยุคน้ำแข็งที่ผ่านมา การละลายของธารน้ำแข็งร่วมกับการเด้งตัวกลับของเปลือกโลกเนื่องจากการหายไปของน้ำแข็งและตะกอนจำนวนมาก (ในทางธรณีวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Isostasy) ซึ่งการเด้งตัวกลับของเปลือกโลกเกิดจากการที่น้ำหนักจำนวนมากกดทับบริเวณ หนึ่งของเปลือกโลกจนเกิดการยุบตัวและเมื่อตำแหน่งของน้ำหนักย้ายหรือหายไป ตำแหน่งที่ผิวโลกยุบตัวลงก็จะเด้งกลับอย่างช้าๆ โดยการเด้งกลับนี้บางกรณี มีความเร็วยิ่งกว่าระดับที่สูงขึ้นเสียอีก (ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเนื่องจากโลกพ้นจากยุคน้ำแข็ง) โดยส่วนมากใต้พื้นน้ำของ Fjord จะต่ำกว่าพื้นทะเลที่ติดกับมัน ตัวอย่างเช่น Sognefjord ในนอร์เวย์มีความลึกสุดอยู่ที่ 1,308 เมตร หรือ 4,265 ฟุต ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเลยทีเดียว

ประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand) คืออีกหนึ่งที่มีความหลากหลายและสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะชื่อเสียงเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวรวมไปถึงกิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งในแต่ละปีสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยือนได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้แล้วนิวซีแลนด์ยังเป็นประเทศที่ห่างไกลจากประเทศอื่นๆมากที่สุด โดยประเทศที่อยู่ใกล้ที่สุดคือประเทศออสเตรเลีย (Australia) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะใหญ่ 2,000 กิโลเมตร

สำหรับคนที่กำลังวางแผนเดินทางมาเที่ยวประเทศนิวซีแลนด์ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเดินทางไปเที่ยวที่ไหนดี เราขอแนะนำอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากแห่งหนึ่งของนิวซีแลนด์นั่นคือการเดินทางไปเยือน “อุทยานแห่งชาติฟยอร์ดแลนด์” (Fiordland National Park) อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนิวซีแลนด์ต่อมาขอแนะนำว่าคุณต้องไม่พลาดโอกาสไปเยือน “มิลฟอร์ดซาวน์” (Milford Sound) ฟยอร์ดขนาดใหญ่ที่เกิดจากจากเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ประกอบกับบรรยากาศเย็นจากขั้วโลกใต้และสายน้ำกัดเซาะ ส่งผลให้เกิดเป็นชายฝั่งเว้าแหว่ง ทำให้เกิดทัศนียภาพอันงดงามบริเวณชายฝั่ง ซึ่งชาวนิวซีแลนด์เรียกขานว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก

สุดท้ายนี้ก่อนจะโบกมือบ๊ายบายมิลฟอร์ดซาวน์ไป…ขอแนะนำว่าคุณต้องไม่พลาดไปชมความงดงามของ “น้ำตกโบเว่น” (Bowen Falls) น้ำตกที่สูงที่สุดในประเทศนิวซีแลนด์ คือมีความสูงประมาณ 160เมตรจากหน้าผาก่อนจะไหลลงมากระทบโขดหินด้านล่าง และไหลลงสู่ทะเลสาบในที่สุด บริวเณรอบๆน้ำตกยังเป็นแหล่งชมแหล่งที่อยู่อาศัยของเหล่าแมวน้ำอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากโชคดีคุณก้จะได้เห็นน้องแมวน้ำมานอนอาบแดดให้นักท่องเที่ยวได้ชมเป็นขวัญตาอีกด้วย

DUNEDIN / ดะนีดิน

 

ดะนีดิน เมืองการศึกษาที่รู้จักกันในนามว่าเอดินเบิร์กแห่งนิวซีแลนด์

ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ ดะนีดิน เมืองที่เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของสก็อตแลนด์ที่ตั้งอยู่ในซีกโลกใต้ ด้วยมีสถาปัตยกรรมอันงดงามของศตวรรษที่ 19 เรียงรายอยู่รอบๆ โอทาโก้ ฮาร์เบอร์ (Otago Harbour) ในขณะที่ย่านชานเมืองเต็มไปด้วยเนินเขาสูงลดหลั่นคล้ายอัฒจรรย์กลางแจ้งที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนทรงเสน่ห์มากมาย ดะนีดินเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยโอทาโก้ (Otago University) และโอทาโก้โปลีเทคนิค (Otago Polytechnic) ทั้งยังเป็นเมืองที่ร่ำรวยไปด้วยมรดกทางดนตรี โดยมีค่ายเพลงอิสระอันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศนิวซีแลนด์ ชื่อ Flying Nun เป็นผู้ค้นหานักดนตรีที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ เพื่อส่งเสริมให้ออกเล่นโชว์ตามบาร์และสถานที่ต่างๆ รวมทั้งยังเป็นแหล่งรวมความเฟื่องฟูของวัฒนธรรมคนรุ่นใหม่อีกด้วย ในขณะที่ย่านชานเมืองมีวิวของอ่าวที่งดงามและเป็นเนินเขา แต่กลางใจเมืองบริเวณรอบๆ ลานกว้างโอทากอน (The Otagon) กลับสะดวกต่อการเดินเล่นสบายๆ อีกทั้งยังเรียงรายไปด้วยร้านค้า แกลเลอรี่ บาร์ และคาเฟ่มากมาย เหมาะแก่การเช่ารถและไปสำรวจยังแหลมโอทาโก้ (Otago Peninsula) เรื่อยไปจนถึงฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นแหลมที่มีรอยแยกมาจากแผ่นดินใหญ่ แต่เต็มไปด้วยชายหาดมากมาย ซึ่งเป็นสถานที่แห่งเดียวในโลกที่เป็นแหล่งขยายพันธุ์นกอัลบาทรอส (Royal Albatross)

ควรไปช่วงใด

สภาพอากาศของที่นี่มีลักษณะของเมืองทางใต้อันห่างไกล ซึ่งในฤดูหนาวจะอยู่ในช่วงกลางปีและมีอากาศเย็นจัด น้ำค้างแข็งจำนวนมาก และหิมะตก แต่กลางวันจะมีแดดจ้าและฟ้าใส อีกทั้งฤดูใบไม้ผลิที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ส่วนฤดูร้อนจะเริ่มต้นในช่วงสิ้นปีไปจนถึงช่วงอีสเตอร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษด้วยบางครั้งจะมีอุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส

ดะนีดิน ยังเป็นสถานที่ยอดนิยมในการจัดงานเทศกาล สัมมนา งานรื่นเริง งานด้านวัฒนธรรม และการกีฬาอื่นๆ อย่างการแข่งขันรักบี้ที่มีทีมโอทาโก้มาร่วมสร้างประสบการณ์การเล่นรักบี้ในสนามกีฬาหญ้าเทียมในร่มแห่งใหม่ อีกทั้งงาน April’s iD Dunedin Fashion Show ที่จัดขึ้นช่วงต้นเดือนเมษายน และ Midwinter Carnival งานรื่นเริงที่จัดขึ้นเพื่อฉลองค่ำคืนที่ยาวนานแห่งฤดูหนาว รวมทั้งงาน International Science Festival ซึ่งจัดขึ้นทุก 2 ปี ในช่วงต้นถึงกลางเดือนกรกฏาคม และท้ายสุดกับสุดยอดแห่งงานเทศกาลที่ไม่ธรรมดา กับ บูติก Arts Festival ที่จัดขึ้นในเดือนตุลาคมในปีที่เป็นเลขคู่

กิจกรรมแนะนำ

ปราสาทแสนสวย

สูงขึ้นไปจากที่ตั้งของท่าเรือ นั้นมีปราสาทเล็กๆ ที่งดงามด้วยศิลปะสไตล์วิคตอเรียน ซึ่งสร้างขึ้นโดย วิลเลี่ยม ลาร์แนช  (William Larnach) ในปีคศ 1871 ปราสาทลาร์แนช (Larnach Castle)  แห่งนี้เหมาะแก่การมาเยี่ยมเยือนในช่วงเวลาน้ำชายามบ่ายหรือ High Tea เพื่อจะได้เดินเล่นชมสวนสวยขนาด 14 เฮกตาร์ได้อย่างรื่นรมย์

 ผ่อนคลายด้วยความร้อน

ฤดูร้อนคือช่วงเวลาอันยอดเยี่ยมสำหรับการท่องเที่ยวที่ชายหาด อย่าง เซนต์แคลร์ (St Clair) อันเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทงดงามแสนประทับใจ พร้อมสระว่ายน้ำเค็มแบบร้อนสำหรับการแช่ตัว ที่เปิดให้บริการแบบสระน้ำทั่วไปในปี 1884 และถูกเปลี่ยนให้เป็นสระน้ำเค็มแบบร้อนตั้งแต่ช่วงปี 1960

รอบรู้ทุกเรื่องราว

ด้วยเป็นเมืองที่ร่ำรวยไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ จึงไม่น่าแปลกใจที่พิพิธภัณฑ์โอทาโก้ (Otago Museum) จะเป็น  เหมือนแดนมหัศจรรย์ที่รวบรวมไว้ซึ่งวัฒนธรรม ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ตั้งอยู่ในระยะทางที่สามารถเดินมาเยี่ยมชมได้จากใจกลางของเมือง ด้วยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของดะนีดิน จึงคุ้มค่าอย่างยิ่งที่จะหาเวลามาเที่ยวชม

เยือนเมืองท่า

เพียง 15 กิโลเมตรไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของใจกลางเมืองดะนีดิน ก็จะเป็นที่ตั้งของพอร์ต ชาลเมอร์ส (Port Chalmers) opens in new windowสถานที่ที่เฟื่องฟูไปด้วยสังคมชาวศิลป์ นักดนตรี และผู้ที่นิยมทางเลือกใหม่ในการดำเนินชีวิต ซึ่งที่นี่นับเป็นจุดหมายอันแสนวิเศษสำหรับการไปเยี่ยมเยือนในแบบเช้าไปเย็นกลับ

อัศจรรย์แห่งเซี่ยงไฮ้

ดะนีดินมีสวนพฤกษศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ สวนดะนีดิน-จีน (Dunedin Chinese Garden) ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ที่จัดแสดงผลงานศิลปะแกะสลักของช่างศิลป์และช่างฝีมือ จากเมืองพี่เมืองน้องของดะนีดิน หรือเซี่ยงไฮ้นั่นเอง

ติดต่อ บริษัท ยู ดีไซน์ ทราเวล แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด
จันทร์ – ศุกร์ : 08.30 – 17.30 น.
เสาร์ : 08.30 – 12.00 น.
Call center : 0-2864-2157-9 , 0-2864-2236
Email : info@fwtgroup2003.com